ขนมแชงมา

ขนมแชงมา   หรือ  ขนมแฉ่งม้า  เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและค้นคว้าข้อยุติให้ได้ น่าเสียดายที่คนไทยในยุคปัจจุบัน ไม่สู้จะสนใจ
เรื่องอาหารคาวหวานคาวของบรรพบุรุษ   ซึ่งนับวันประวัติความเป็นมา แม้กระทั่งสูตรวิธีปรุงทั้งหลาย   กำลังถูกลืมเลือนกันไป ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ
เลยว่าเด็กเล็กสมัยนี้รู้จักขนมเค้ก ขนมคุ้กกีี้้้ มากกว่าขนมเรไร ขนมสอดไส้ ฯลฯ หรือแม้แต่ “ขนมแชงมา”

“ขนมแฉ่งม้ารูปพรรณสีสัน  กลิ่นรสของขนมเป็นอย่างไรไม่ทราบ เป็นแต่ชื่อลอยมาอย่างนั้น ถึงมีผู้เฒ่าผู้แก่ก็มิได้เคยพบเคยเห็น ได้ยินแต่เสียงคนทั้งหลาย
กล่อมเด็กว่า  โอละเห่โอละฮึก ลุกขึ้นแต่ดึกทำขนมแฉ่งม้า ฯลฯ แต่บางคนก็ว่าขนมหม้อแกงนั่นเอง  เดิมชื่อขนมแฉ่งม้าครั้นเกิดความผัวเมียตีกันขึ้น ขนมไม่ทันสุกคาหม้อแกงอยู่ นี่แหล่ะความจะเท็จจริงอย่างไรก็ไม่ทราบแน่”

ทับทิมกรอบ

ทับทิมกรอบ

ทับทิมกรอบเป็นขนมหวานที่รับประทานได้ทุกฤดูกาล นิยมมากที่สุดในฤดูร้อน รับประทานแล้วหอมหวานเย็นอร่อยชื่นใจคลายร้อนได้ดี ประกอบด้วยเม็ดทับทิมกรอบสีแดงสดใสและเม็ดทับทิมกรอบสีชมพูสวย เมื่อเคี้ยวแล้วกรอบมันด้วยรสชาดของแห้ว มีน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทราย ลอยด้วยดอกมะลิ มีกะทิสดจากการคั้นมะพร้าว น้ำแข็งบดละเอียดหรือน้ำแข็งทุบให้เป็นเม็ดเล็กๆ หอมชื่นใจ

“ทับทิมกรอบ”  นั้นแต่เดิมเป็นของกินเล่นของชาวบ้าน  แต่ที่มาโด่งดังเพราะชาววังไปจำสูตรของชาวบ้านมาลองทำดู   เรื่องนี้มีบันทึกจากคำบอกเล่าของเจ้าจอมมารดา
สดับในรัชกาลที่ 5 กล่าวถึง “พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ”   พระอัครชายาในรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเป็นเจ้านายสตรีไทยสี่แผ่นดิน ที่มีความสามารถในการครัว
เป็นเลิศ  ทรงกำกับดูแลเครื่องต้น  โดยทรงเป็นผู้ปรุงพระกระยาหารขึ้นทูลเกล้าฯ    ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นประจำ ฝีมือในการปรุงอาหารหวานของวิมาดาเธอฯ
เป็นที่เลื่องลือไปทั่วเหล่า  พระประยูรญาติ  และข้าหลวงฝ่ายในราชสำนัก  เจ้าจอมมารดาสดับเคยตรัสเล่าไว้ว่า

“สมัยที่พระวิมาดาเธอฯ  ยังทรงพระเยาว์ ท่านเป็นเด็กที่เอางานเอาการ  เมื่อมีพระชันษาเพียง 9 ปี สมัยนั้นกุฎีจีน (ปัจจุบันคือบริเวณหน้าโบสถ์ซานตาครูส  ฝั่งธนบุรี
ติดกับวัดกัลยาฯ)   เป็นที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายโปรตุเกส ที่อพยพมา เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย ผู้ที่มีเชื้อสายตะวันตกเหล่านี้  เป็นผู้ที่มีฝีมือในการทำขนม
ขนมไข่หรือ หรือขนมฝรั่ง “กุฎีจีน เป็นขนมที่ขึ้นชื่อมาก เป็นการอนุรักษ์วิธีทำขนมเค้กของคนโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐาน อยู่ในพระนครศรีอยุธยาเมื่อสี่ร้อยปีที่ผ่านมารวมทั้งการทำขนมหวานตามตำรับโปรตุเกส  ที่คนไทยรู้จักในนามของ “ขนมท้าวทองกีบม้า” นอกจากนั้นที่กุฎีจีนยังมีผู้ทำเม็ดทับทิมกรอบงานใคร มีเม็ดทับทิมดังกล่าวในโถกลาง
สำรับอาหารละก็ เป็นเก๋ทีเดียว”

ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง

กล่าวกันว่าขนมหวานไทย  ที่มีชื่อนำหน้าว่า “ทอง”  อาทิ ทองหยิบ  ทองหยอด ทองพลุ ทองเอก หรือฝอยทอง ฯลฯ
ล้วนเกิดจากฝีมือ   การประดิษฐ์คิดค้นของ  “ท้าวทองกีบม้า”   ภริยาของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์  (คอนสแตนติน  ฟอลคอน)  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เชื้้อสายกรีก
ในสมัยแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช   แห่งกรุงศรีอยุธยา

หนังสือจดหมายเหตุฝรั่งโบราณกล่าวไว้ว่า ภรรยาของฟอลคอนชาวต่างประเทศที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนต่อมาฟอลคอนได้เข้ารับราชการ และได้รับการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งในภายหลังให้เป็น “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” ส่วนภรรยาก็เป็นผู้ที่มีฝีมืดในการทำขนมแบบฝรั่ง จึงเข้าไปรับใช้ในวังเป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องพนักงานของหวาน และได้รับบรรดาศักดิ์ภายหลังเป็น

“ท้าวทองกลีบม้า” (ชื่อเดิมของท้าวทองกลีบม้าคือ ดอญากูโยมาร์ เดอปิยา เป็นคนเชื้อชาติโปรตุเกส)
ขนมหลายชนิดเช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ทองม้วน ขนมสำปันนี ขนมฝรั่ง และขนมหม้อแกง ที่บางคนนึกว่าเป็นขนมของชาติไทยนั้น แท้ที่จริงแล้วต้นตำรับคือท้าวทองกลีบม้า ท่านนี้เป็นผู้ถ่ายทอดให้แก่คนไทยทั้งสิ้น

ขนมหวานต่าง ๆ เริ่มที่จะมีมากขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อนหน้าไม่เคยปรากฏ จะมีก็เพียงแต่ขนม 4 ถ้วยดั้งเดิมของไทยเท่านั้นนอกจากนี้ก็ยังมีขนมอีกหลายอย่างที่คนไทยได้รับเอามาจากต่างประเทศแล้วนำมาดัดแปลงรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คือ ขนมมัสกอดมาจากประเทศโปรตุเกส กะละแม เป็นขนมของประเทศฝรั่งเศส ขนมต้มแดง และต้มขาว ซึ่งต้นตำรับเดิมเป็นของพวกพราหมณ์ทมิฬ ที่นิยมนำมาเป็นเครื่องบวงสรวงสังเวยเทวดา ขนมเบื้องญวน ขนมบ้าบิ่น และข้าวต้มมัด ก็ล้วนแต่เป็นขนมจากต่างประเทศทั้งสิ้น โดยที่คนไทยรับเข้ามาแล้วโอนเป็นขนมไทยในที่สุด

ตำนานขนมหวาน ของกินเล่น