ความนิยมของอาหารไทยในต่างประเทศ

ความนิยมอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด อาจเกิดจากสมัยแรกๆ คนไทยที่ไปทำงาน และเล่าเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกามีความคิดถึงอาหารไทย ก็มีคนเปิดร้านอาหารไทยขึ้น หรืออาจเกิดจากกระแสโลกาภิวัฒน์ หรือกระแสแนวโน้มของการตื่นตัวในการบริโภคอาหารชนชาติทั่วโลกก็เป็นได้ แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ อาหารไทยได้รับความนิยม แบบดาวรุ่งพุ่งแรงมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่รวมทั้งในยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย อะไรทำให้อาหารไทยเป็นที่นิยมของประชาคมชาวโลกในขณะนี้ ได้มีมีการรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามลูกค้าต่างชาติในเมืองใหญ่ ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และในยุโรป พบว่าเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ทำให้อาหารไทยเป็นที่ถูกปากและได้รับการยอมรับมีดังนี้

1. เอกลักษณ์ด้านรสชาติ ที่มีคงามกลมกล่อมของ 3 รส คือ เปรี้ยว หวาน เผ็ด ได้อย่างลงตัวพอดี โดยไม่เน้นหนักไปรสใด รสหนึ่ง ทำให้เมื่อเข้าปากแล้ว สามารถดึงเอารสชาติที่สัมผัสลิ้นได้ อย่างเต็มเปี่ยม เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภคทุกคนแม้เมื่อได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก ทำให้รู้สึกอยากกลับมาทานอีก ถือเป็นประสบการณ์ทางด้านสุนทรีย์แห่งการกินอย่างแท้จริง บางคนก้บอกว่ากลิ่นของสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ของอาหารไทย ถือว่าโดดเด่นมาก ตรงที่ไม่ฉุนเกินไป แต่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศที่สอดแทรก อยู่ในทุกอณูของอาหารและทิ้งความหอมละมุนของกลิ่นรสไว้ในปากแม้เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้ว

2. ความหลากหลายของอาหารไทย แม้ว่าอาหารไทยจะมีเมนูยอดนิยมอยู่ประมาณ 10 อย่าง ที่คนนิยมชื่นชอบมากที่สุด แต่ความจริงแล้ว อาหารไทยนั้นมีทั้งคาวหวาน สารพัดชนิด ที่สามารถเลือกสรรมานำเสนอได้ไม่รู้จบ ชาวต่างชาติมักจะบอกว่า นี่เองที่ทำให้พวกเขาอยากลิ้มลองและทดลองร้านอาหารไทยใหม่ๆ ที่เปิดขึ้น เพราะรู้ว่าจะมีสิ่งแปลกใหม่ที่ให้ลองได้ไม่ซ้ำ ร้านอาหารไทย บางร้านก็พยายามทดลองเพิ่มและเปลี่ยน เมนูของตัวเองเป็นครั้งคราว เพื่อให้ลูกค้าได้ลองรายการใหม่ๆ เช่น เพิ่มรายการอาหารประจำร้าน ประจำเดือน เป็นต้น ยังพบอีกว่าลูกค้ากลุ่มที่ชอบอาหารไทย มักจะเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว เพราะอาหารไทยมีรสชาติแปลกใหม่น่าลิ้มลอง แต่น่าเสียดายว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ ขายแต่รายการอาหารยอดนิยมเท่านั้น ไม่ค่อยจะได้ปรับเปลี่ยนเท่าไหร่ ทำให้บางครั้งลูกค้ารู้สึกจำเจมาก และอาจค่อยๆหายหน้าไปทีละคน

3. อาหารไทยทานไม่เลี่ยนไม่อ้วน ชาวต่างชาติหลายรายที่ถูกสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกมักออกปากว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่เบาแม้ทานจนอิ่มแล้วยังไม่รู้สึกว่าอึดอัด หรือเพิ่มส่วนเกิน ทั้งนี้เพราะอาหารไทยส่วนใหญ่จะมีผักปนมาด้วยเสมอ พร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือว่าอาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพ ในเมืองใหญ่ๆบางแห่ง เช่น นครซิดนีย์ในออสเตรเลีย เมี่ยงคำ กลายเป็นอาหารจานหลักในเมนูของภัตตาคารไทยทุกแห่ง และในบางแห่งมีแม้กระทั่งรายการน้ำพริก กับผักสดนานาชนิด เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มที่เน้นอาหารสุขภาพ คุณลักษณะข้อนี้ของอาหารไทยจึงเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับแนวโน้มของการบริโภคอาหารที่เน้นสุขภาพในทศวรรษนี้

4. การบริการที่ประทับใจ ข้อนี้แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรสชาติอาหาร แต่ถือว่าเป็นส่วนเสริมที่สำคัญมาก เพราะธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจการบริการพร้อมสินค้าอาหาร หากการบริการไม่ดีแล้ว แม้อาหารจะอร่อย ราคาถูก ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ กิตติศัพท์ของความนุ่มนวลและมารยาทอันดีงามของคนไทย ได้ช่วยสร้างความประทับใจในการบริการของร้านอาหารไทยต่างๆ ในทุกประเทศให้แก่ชาวต่างชาติจนรู้อยากมาเที่ยวเมืองไทย แม้อาหารไทยจะได้พัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในทั่วทุกมุมโลกแล้ว การบริหารภัตตาคาร ร้านอาหารเป็นอีกมิติหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาหารไทย และการส่งเสริมให้อาหารไทยยังคงครองความนิยมต่อไป ร้านอาหารไทยที่ประสบความสำเร็จนอกจากจะตอบสนองกระแส ความต้องการของผู้บริโภคในด้านต่างๆ แล้ว ยังเป็นตัวแทนของการสะท้อนให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงความงดงาม ในวัฒนธรรมไทย ผ่านความสุนทรีย์ใน การนำเสนออาหารไทยอีกด้วย

Advertisements

สายธารวัฒนธรรมอาหารชาววัง

นวัตกรรมอาหารไทยสู่ครัวโลก

คนไทยมีภูมิปัญญาที่คนไทยที่ ชอบคิดค้น ดัดแปลง ประยุกต์ วัฒนธรรมจากที่ต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสภาพแวดล้อมในสังคมของเรา คิดค้นการปรุงอาหาร
แปลกๆ ใหม่ๆ การแปรรูป ถนอมอาหาร การหีบห่อ ด้วยเทคนิคต่างๆ สะสมเป็นองค์ความรู้สานต่อกันมาเป็น นวัตกรรมอาหารสารพัดรูปแบบ  ตั้งแต่การประยุกต์รสชาติ
รูปแบบ เครื่องปรุง สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ  จนถึงการแปรรูป การเก็บรักษา การใช้เทคโนโลยีการถนอมและบรรจุหีบห่อ

การเดินทางของอาหารไทยสู่ครัวโลก มาจากทรัพย์ในดิน สินในน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จากข้าว ปลา พืช ผัก ผลไม้ ผสานภูมิปัญญาของบรรพชน จนเกิดอาหารไทย
ที่เลี้ยงดูคนในหมู่บ้านโลก ให้อิ่มหนำสำราญ ทำรายได้หลายแสนล้านบาทสู่แผ่นดินไทย…

เอกสารอ้างอิง : แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย.  (2546).  อาหาร : ทรัพย์และศิลป์แผ่นดินไทย = Thai cuisine : treasure and art of the land. กรุงเทพฯ : แปลน โมทิฟ.

วรรณกรรมกับอาหารไทย

ความนิยมของอาหารไทยในต่างประเทศ

ความนิยมอาหารไทยในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด อาจเกิดจากสมัยแรกๆ คนไทยที่ไปทำงาน และเล่าเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริกามีความคิดถึงอาหารไทย ก็มีคนเปิดร้านอาหารไทยขึ้น หรืออาจเกิดจากกระแสโลกาภิวัฒน์  หรือกระแสแนวโน้มของการตื่นตัวในการบริโภคอาหารชนชาติทั่วโลกก็เป็นได้ แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ อาหารไทยได้รับความนิยม แบบดาวรุ่งพุ่งแรงมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่รวมทั้งในยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย

อะไรทำให้อาหารไทยเป็นที่นิยมของประชาคมชาวโลกในขณะนี้ ได้มีมีการรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามลูกค้าต่างชาติในเมืองใหญ่ ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และในยุโรป พบว่าเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ทำให้อาหารไทยเป็นที่ถูกปากและได้รับการยอมรับมีดังนี้
1. เอกลักษณ์ด้านรสชาติ ที่มีคงามกลมกล่อมของ 3 รส คือ เปรี้ยว หวาน เผ็ด ได้อย่างลงตัวพอดี โดยไม่เน้นหนักไปรสใด รสหนึ่ง ทำให้เมื่อเข้าปากแล้ว สามารถดึงเอารสชาติที่สัมผัสลิ้นได้ อย่างเต็มเปี่ยม เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้บริโภคทุกคนแม้เมื่อได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก  ทำให้รู้สึกอยากกลับมาทานอีก ถือเป็นประสบการณ์ทางด้านสุนทรีย์แห่งการกินอย่างแท้จริง บางคนก้บอกว่ากลิ่นของสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ของอาหารไทย ถือว่าโดดเด่นมาก ตรงที่ไม่ฉุนเกินไป แต่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศที่สอดแทรก อยู่ในทุกอณูของอาหารและทิ้งความหอมละมุนของกลิ่นรสไว้ในปากแม้เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้ว

2. ความหลากหลายของอาหารไทย แม้ว่าอาหารไทยจะมีเมนูยอดนิยมอยู่ประมาณ 10 อย่าง ที่คนนิยมชื่นชอบมากที่สุด  แต่ความจริงแล้ว อาหารไทยนั้นมีทั้งคาวหวาน สารพัดชนิด ที่สามารถเลือกสรรมานำเสนอได้ไม่รู้จบ ชาวต่างชาติมักจะบอกว่า นี่เองที่ทำให้พวกเขาอยากลิ้มลองและทดลองร้านอาหารไทยใหม่ๆ ที่เปิดขึ้น เพราะรู้ว่าจะมีสิ่งแปลกใหม่ที่ให้ลองได้ไม่ซ้ำ ร้านอาหารไทย บางร้านก็พยายามทดลองเพิ่มและเปลี่ยน

เมนูของตัวเองเป็นครั้งคราว เพื่อให้ลูกค้าได้ลองรายการใหม่ๆ เช่น เพิ่มรายการอาหารประจำร้าน ประจำเดือน เป็นต้น  ยังพบอีกว่าลูกค้ากลุ่มที่ชอบอาหารไทย มักจะเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว เพราะอาหารไทยมีรสชาติแปลกใหม่น่าลิ้มลอง แต่น่าเสียดายว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ ขายแต่รายการอาหารยอดนิยมเท่านั้น ไม่ค่อยจะได้ปรับเปลี่ยนเท่าไหร่ ทำให้บางครั้งลูกค้ารู้สึกจำเจมาก และอาจค่อยๆหายหน้าไปทีละคน

3. อาหารไทยทานไม่เลี่ยนไม่อ้วน ชาวต่างชาติหลายรายที่ถูกสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกมักออกปากว่า อาหารไทยเป็นอาหารที่เบาแม้ทานจนอิ่มแล้วยังไม่รู้สึกว่าอึดอัด หรือเพิ่มส่วนเกิน ทั้งนี้เพราะอาหารไทยส่วนใหญ่จะมีผักปนมาด้วยเสมอ พร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือว่าอาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพ ในเมืองใหญ่ๆบางแห่ง เช่น นครซิดนีย์ในออสเตรเลีย เมี่ยงคำ กลายเป็นอาหารจานหลักในเมนูของภัตตาคารไทยทุกแห่ง และในบางแห่งมีแม้กระทั่งรายการน้ำพริก กับผักสดนานาชนิด เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มที่เน้นอาหารสุขภาพ  คุณลักษณะข้อนี้ของอาหารไทยจึงเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับแนวโน้มของการบริโภคอาหารที่เน้นสุขภาพในทศวรรษนี้

4. การบริการที่ประทับใจ ข้อนี้แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรสชาติอาหาร แต่ถือว่าเป็นส่วนเสริมที่สำคัญมาก เพราะธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจการบริการพร้อมสินค้าอาหาร หากการบริการไม่ดีแล้ว แม้อาหารจะอร่อย ราคาถูก ก็ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้   กิตติศัพท์ของความนุ่มนวลและมารยาทอันดีงามของคนไทย ได้ช่วยสร้างความประทับใจในการบริการของร้านอาหารไทยต่างๆ ในทุกประเทศให้แก่ชาวต่างชาติจนรู้อยากมาเที่ยวเมืองไทย

แม้อาหารไทยจะได้พัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในทั่วทุกมุมโลกแล้ว การบริหารภัตตาคาร ร้านอาหารเป็นอีกมิติหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาหารไทย และการส่งเสริมให้อาหารไทยยังคงครองความนิยมต่อไป  ร้านอาหารไทยที่ประสบความสำเร็จนอกจากจะตอบสนองกระแส ความต้องการของผู้บริโภคในด้านต่างๆ แล้ว ยังเป็นตัวแทนของการสะท้อนให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงความงดงาม ในวัฒนธรรมไทย ผ่านความสุนทรีย์ใน การนำเสนออาหารไทยอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง : http://www.thaifoodtoworld.com

อาหารไทยที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ผลการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ร่วมกับ   ศูนย์ข้อมูลเดทัมกรุ๊ป  จากการสำรวจร้านอาหารไทยจำนวน 1,500 ร้าน จาก 5 ทวีปในอเมริกา ยุโรป เอเชียและออสเตรเลีย  ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์  และสิ่งพิมพ์ต่างๆ พบว่าเมนูอาหารไทยที่ชาวต่างชาตินิยมมากที่สุดเรียงลำดับด้งต่อไปดังนี้

ความนิยมร้อยละ  99

ความนิยมร้อยละ  82

ความนิยมร้อยละ  70

ความนิยมร้อยละ  52

ความนิยมร้อยละ  50

ความนิยมร้อยละ  47

ความนิยมร้อยละ  45

ความนิยมร้อยละ  43

ความนิยมร้อยละ  42


ความนิยมร้อยละ  39

ข้าว รากฐานอาหารไทย

ทุ่งนา

จากสภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ ลำคลองไหลผ่าน ทั้งยังอยู่ในเขตมรสุมที่มีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ จึงเหมาะในการปลูกข้าว ข้าวที่ผลิตได้มีผลผลิตที่ดี ข้าวจึงกลายเป็นอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย อีกทั้งตามพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยยังมีห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ อยู่มากมาย ซึ่งเป็นแหล่งปลาน้ำจืดของคนในท้องถิ่น อีกทั้งยังมีชายฝั่งทะเลยาวตลอดจากภาคตะวันออกของอ่าวไทยและฝั่งทะเล อันดามันซึ่งอุดมไปด้วยปลาและสัตว์ทะเลอื่น ๆ จึงเป็นเหตุให้ปลาเป็นอาหารที่ได้ง่าย ปลา จึงเป็นอาหารหลักที่สำคัญของคนไทย ดังคำพังเพยที่ได้ยินกันอย่างคุ้นหูที่กล่าวถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ในอดีตว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”

หลักศิลาจารึก

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักศิลาจารึก หลักที่ ๑ ของเมืองสุโขทัย เขียนว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” สามารถตีความหมายของประโยคดังกล่าวได้ถึงสองความหมาย คือ

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ความหมายแรก หมายถึง “เมืองสุโขทัยมีความรุ่งเรือง เศรษฐกิจดี มีความมั่งคั่ง” หรือ หมายถึง “ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนไทยที่ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ และอาศัยข้าวป็นหลัก พอถึงหน้าทำนา เมื่อมีน้ำก็สามารถจับปลาได้

ซึ่งถ้าได้ปลาตัวใหญ่ก็จะกินสดก่อน ถ้าเหลือกินก็จะนำไปแปรรูปตากแห้งไว้กินมื้อต่อไป แต่ถ้าเป็นปลาตัวเล็กน้อยก็นำไปหมักให้เป็นปลาร้าไว้กินตลอดปี ดังนั้นอาหารหลักของชาวบ้านในชนบทก็จะมีข้าว ปลา ปลาร้า และผักที่ได้จากท้องทุ่งนานำาทำเป็นอาหารได้หลากหลาย ซึ่งนั้นก็คือวิถีชีวิตในการยังชีพของคนไทยในอดีต”

แม้ว่าคนไทยจะกินข้าว ปลา และผักพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเป็นอาหารหลัก แต่ก็พบว่าคนไทยมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ วัว ควาย ไว้ด้วย แต่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เหล่านี้เพื่อฆ่าไว้กินในครัวเรือน แต่จะฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหารเมื่อมีงานบุญ งานบวช งานแต่งงาน เป็นต้น ซึ่งคนไทยจะไม่ฆ่าสัตว์ใหญ่เพื่อกินเฉย ๆ เพราะถือว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาป ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ด้วยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นายนิโกลาส์ แซรแวส ผู้เขียนประวัติศาสตร์และการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามได้กล่าวถึงอาหารการ กินของ คนไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ดังนี้

“แม้เนื้องัวในเมืองสยามจะมิใช่ชนิดเลว แต่ก็ไม่ค่อยบริโภคกัน เพราะเขาเชื่อกันมาเป็นประเพณีว่าในในชาติก่อนโน้นพระสมณโคดมได้เสวยพระชาติ เป็นโคผู้หรือนางโค ถือว่าการบริโภคเนื้องัวนั้นผิดพุทธบัญญติและเป็นการละเมินศาสนาถ้าไปแตะ ต้องเข้า ความเชื่อนี้ยังกินกว้างไปถึงสัตว์สี่เท้าทุกชนิดว่าฆ่าไม่ได้ด้วย อาจบังเอิญไปฆ่าถูกบิดรมารดาหรือมิตรสหายของตน”


จากชีวิตที่เรียบง่ายพึ่งพาธรรมชาติ สังคมไทยมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปเมื่อมีโอกาสได้ติดต่อค้าขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าชาวต่างชาติ ซึ่งประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ เป็นต้นมา ดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นศูนย์กลางของพ่อค้าและนักเดินเรือ ที่มาจากชาติตะวันตก รวมทั้งกลุ่มที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งโดยเฉพาะชาวอินเดีย ดินแดนในภูมิภาคนี้จึงถูกขนามนามว่า “สุวรรณภูมิ” ซึ่งมีความหมายถึงดินแดนที่มีความมั่งคั่ง เป็นสถานที่ที่พ่อค้าจากแดนไกล นักแสวงโชค นักผจญภัย ผู้เผยแพร่ศาสนา มุ่งหน้าเดินทางเข้ามาทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

นอกจากการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติที่มาของการหลอมรวมวัฒนธรรมการกิน อาหารของคนไทยกับชาติต่าง ๆ ก็สามารถเกิดได้จากการเผยแพร่ทางศาสนา คนไทยได้รู้จักพริก พืชดั้งเดิมของทวีปอเมริกาเป็นครั้งแรกในสมัยพระนารายณ์มหาราชบาทหลวงชาว สเปนและชาวโปรตุเกส เข้าไปเผยแพร่ทางศาสนาให้กับเผ่าอินเดียแดง และพบเห็นคนพื้นเมืองรับประทานพริกก็เลยนำมาปลูกที่บ้านเมืองของตนเอง เมื่อไปเผยแพร่ศาสนาที่ไหนก็เอาพริกติดตัวไปด้วย เมื่อคณะบาทหลวงชาวโปรตุเกสเข้ามาในเมืองไทยก็นำพริกติดตัวมาด้วยแล้วได้ทำ การแจกจ่ายให้คนไทยได้ทดลองปลูกและรับประทาน พริกจึงแพร่หลายไปทั่วประเทศและถูกนำมาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากใน อาหารไทย

เรือสำเภา

นอก จากอาหารแล้ว ขนมก็ได้รับการหล่อหลอมได้เข้ามารวมจากวัฒนธรรมของชาติอื่น จนทำให้ขนมไทยจากเดิมที่มีส่วนประกอบเพียง ๓ ชนิด คือ แป้ง น้ำตาล และมะพร้าว เกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนประกอบอย่างยิ่งใหญ่ คือ มีการใช้ “ไข่แดง” มาเป็นส่วนประกอบในตำรับขนมไทย พลิกแพลงปรุงแต่งขนมขึ้นมาใหม่จนได้ขนมไทยขึ้นมาใหม่อีกมากมายหลายชนิด ผู้สร้างนวัตกรรมขนมไทยขึ้นมาใหม่นั้นคือ “ท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ หรือนามเดิมคือ นางมารี กีย์มาร์” เชื้อสายญี่ปุ่น-โปรตุเกส ภรรยาเจ้าพระยาวิชเยนทร์ปินยา เดอ กีย์มาร์ (นามเดิม คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีก) ซึ่งท่านผู้หญิงวิชเยนทร์ มีตำแหน่งเป็นท้าวทองกีบม้า ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้ปรุงอาหารหลวงคุมห้องเครื่องคาวหวาน ท่านผู้หญิงวิชเยนทร์นำ เอาความรู้ที่มีมาแต่เดิมมาผสมผสานกับความรู้ในท้องถิ่น ใช้ไข่แดง ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในขนมของชาติตะวันตกมาดัดแปลงใช้กับส่วนประกอบของขนม ไทยดั้งเดิม ทำให้เกิดเป็นขนมชนิดใหม่และเป็นที่รู้จักกันดี คือ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หรือแม้แต่ขนมเบื้องเดือนอ้าย ไทยรับเอาวัฒนธรรมการทำขนมเบื้องมาจากพราหมณ์ชาวอินเดียที่เดินทางมาเผยแพร่ ศาสนา ในสมัยสุโขทัย นอกจากนั้นยังพบว่าขนมต้มแดง ต้มขาว กระยาสารท ซึ่งเป็นขนมที่นำใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ขนมไทยแท้ แต่เป็นพราหมณ์ ซึ่งใช้ขนมทั้งสองอย่างเป็นเครื่องบวงสรวงเทวดา กระยาสารท เป็นขนมในพระราชพิธีกวนข้าวทิพย์เดือนสิบ

การ ขยายอาณาเขต การทำสงครามมีการกวาดต้อนเชลยศึกก็เป็นหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเกิดการเรียน รู้อาหารต่างวัฒนธรรม และพร้อมที่จะผสมผสานอาหารนั้นกับวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของตน เช่น การทำสงครามระหว่างไทยกับล้านนากับพม่า ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะและผลัดกันกวาดต้อนผู้คนไปยังบ้านเมืองของตน ทำให้เกิดการรับเอาวัฒนธรรมการกิน เช่น แกงฮังเล ตำรับดั้งเดิมเป็นแกงของพม่า ถูกคนไทยดัดแปลงให้ผิดแปลกไปจากเดิม จากเดิมที่เคยมีเพียงพริกแห้ง ผงแกงฮังเล มะเขือเทศ และเนื้อสัตว์ คนไทยทำแกงชนิดนี้ มาประยุกต์ให้ถูกรสปากโดยการเติมเครื่องเทศและสมุนไพรไทยบางอย่างลงไป เช่น พริก หอม กระเทียม กะปิ ข่า ตะไคร้ โขลกทั้งหมดให้ละเอียดคลุกเคล้ากับหมูสามชั้น ผงแกงฮังเล และซีอิ้วดำ นำมาผัด เติมน้ำ ใส่น้ำ มะขามเปียก น้ำตาล กระเทียมดอง และขิงลงไป จนได้เป็นแกงฮังเลของไทยที่แม้แต่พม่าเองก็ยังจำไม่ได้ หรือขนมจีนน้ำเงี้ยวที่มาจากไทยใหญ่ เมื่อคนไทยภาคเหนือรับมาก็มาปรับเปลี่ยนจากเดิมใช้เส้นก๋วยเตี๋ยว มาเป็นเส้นขนมจีนแทน หรือข้าวซอย ก็มาจากจีนฮ่อ ซึ่งแต่เดิมไม่ได้มีการใช้น้ำพริกแกงคั่ว แต่จะใช้พริกป่นผัด โรยหน้าด้วยน้ำมัน มาบัดนี้กลายเป็นใช้เครื่องแกง และมีการใส่กะทิลงไปแทน

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้คนมาจากชาติต่าง ๆ เข้ามาสู่ดินแดนสยามมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นชาวจีน มอญ ลาว เขมร ญวณ อินเดีย ญี่ปุ่น วัฒนธรรมของอาหารจากชาติต่าง ๆ เข้ามาในดินแดนสยาม จากการกินอาหารที่เรียบง่าย วัฒนธรรมอาหารจากชาติต่าง ๆ ที่น่าจะเข้ามาเป็นที่นิยมในรั้วในวังก่อนแล้วจึงแพร่หลายออกสู่ชาวบ้าน ดังกาพย์แห่ชมเครื่องคาว-หวาน บทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชการที่ ๒ บางส่วน ดังนี้

อาหารประเภทผัดที่ใช้ไฟแรงทุกชนิดมาจากคนจีนที่อพยพเข้ามาอยุ่ในเมือง ไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัฒนธรรมอาหารจากจีนปรากฏเด่นชัดมากในครัวราชสำนักในสมัยรัชการที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สยามมีการติดต่อการค้ากับจีนและเกิดชุมชนจีนมากมายในเขต พระนครและพบว่าในสมัยต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนมาเลี้ยง “เกาเหลา” แทนส่วนที่สำรับถวายพระพุทธรูปและพระสงฆ์ก็ให้มีการจัดอาหารจีนถวายส่วน หนึ่งเช่น ขนมเข่ง กระเทียมดอง สิงโตน้ำตาลทราย นอกจากนี้ยังโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี จัดเครื่องโต๊ะอย่างจีนมาตั้งเลี้ยงเจ้านายด้วย ล้วนแสดงให้เห็นถึงสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างราชสำนักกับพ่อค้าวาณิชชาว จีน

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมอาหารไทยครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น คือ การเปลี่ยนจากการเปิบข้าวด้วยมือ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนหลายเชื้อชาติทั้งแขก มลายู อัฟริกา พม่า และไทย มาใช้ ช้อนส้อม เมื่อปีพ.ศ.๒๔๑๓ ซึ่งเป็นกุศโลบายพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้อาหารเพื่อแสดงความ” ศิวิไลซ์” หรือความทันสมัยของสยามประเทศ ในยุดสมัยแห่งการแสวงหาอาณานิคมของชาติตะวันตกในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้

เอกสารอ้างอิง : http://www.suandusitcuisine.com/openingthaiculinary.php

Previous Older Entries